การฆ่าตัวตายบาปมากแค่ไหนมาดูกัน

ฆ่าตัวตายเค้าว่าจะต้องตามไปฆ่าตัวเองอีก 500 ชาติ

เคยมีเรื่องราวสมัยพุทธกาลเล่าว่า

มีพระรูปหนึ่งจะมาลาพระพุทธเจ้าไปเผยแผ่ศาสนา

ก่อนไปพระพุทธเจ้าถามพระองค์นั้นว่า

ตถาคต: ถ้ามีคนมาว่าท่านหละ

ภิกษุ: เขามามาว่าเราก็ดีกว่าเขาเอาก้อนดินมาปา

ตถาคต: ถ้าเขาเอาก้อนดินมาปาท่านหละ

ภิกษุ: เขาเอาก้อนดินมาปาก็ดีกว่าเขาเอาไม้มาตี

ตถาคต: ถ้าเอาไม้มาตีท่านหละ

ภิกษุ: เขาเอาไม้มาตีก็ดีกว่าเขาเอามีดมาฟันให้บาดเจ็บ

ตถาคต: ถ้าเขาทำให้ท่านบาดเจ็บหละ

ภิกษุ: เขาทำให้บาดเจ็บก็ดีกว่าเขาฆ่าเราให้ตาย

ตถาคต: ถ้าเขาฆ่าท่านให้ตายหละ

ภิกษุ: เขาฆ่าเราให้ตายก็ดีกว่าเราฆ่าตัวตาย

พระพุทธเจ้าจึงอนุญาติให้พระองค์นั้นไปตามแคว้นอื่นได้

โทษของการฆ่าตัวตาย

คนรวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในวัฏสงสารนั้น

เมื่อตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นอะไร หรือจะไม่ต้องเกิดอีกนั้น

ก็ขึ้นกับสภาวะจิตตอนใกล้จะตาย ที่เรียกว่า มรณาสันนวิถี

เป็นสำคัญ คือถ้าขณะนั้นจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส

ก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี คือ สุคติภูมิ แต่ถ้าขณะนั้นจิตเศร้าหมอง

ไม่ผ่องใส เพราะถูกกิเลส หรืออุปกิเลสครอบงำแล้ว

(ดูเรื่องอุปกิเลส 16 ในหมวดธรรมทั่วไป ประกอบ)

ก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ดี คือ ทุคติภูมิ

(คือจะไปเกิดในภพภูมิที่มีสภาพใกล้เคียงกับจิตในมรณาสันนวิถีมากที่สุดนั่นเอง)

และถ้าขณะนั้นจิตหมดความยินดีพอใจ

หรือหมดความยึดมั่นถือมั่นในภพภูมิใดๆ รวมทั้งในสิ่งทั้งปวงแล้ว

ก็จะหมดเหตุให้ต้องเกิดอีก (ดูเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในหมวดธรรมทั่วไป ประกอบ)

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ดังนี้
พระไตรปิฎก : พระสุตตันตปิฎก เล่ม 4 มัชฌิมนิกาย
มูลปัณณาสก์ วัตถูปมสูตร
[๙๒] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ผ้าที่เศร้าหมองมลทินจับ ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ

คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมภู

ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมไม่ดี มีสีมัวหมอง

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์ ฉันใด

เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น

ผ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ

คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมภู

ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด

เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น

คนทั่วไปก่อนฆ่าตัวตายนั้น จิตจะน้อมไปในทางโทสะอย่างแรงกล้า

(ความโกรธ เศร้า หดหู่ หมดหวัง กลัว ความทุกข์ทางใจทั้งหลาย)

เพราะธรรมดาแล้ว ชีวิตของตนย่อมเป็นที่รักยิ่งของคนทั่วไป

คนทั่วไปนั้นเมื่อรู้ตัวว่าความตายกำลังจะมาถึง

จะมีความหวาดหวั่น พลั่นพลึง กลัวตาย

และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้

แม้จะต้องอยู่อย่างยากลำบาก ก็ยังดีกว่าจะต้องตายไป

แม้สัตว์ทั้งหลายก็ยังดิ้นรนเพื่อหนีความตาย

ดังนั้น คนที่จะสามารถฆ่าตัวตายได้นั้น

ขณะนั้นจะต้องถูกความทุกข์ทางใจ (ทุกทางใจทุกชนิด เป็นจิตที่มีโทสะเป็นมูล)

ครอบงำอย่างรุนแรง จึงจะสามารถทำลายชีวิตอันเป็นที่รักยิ่งของตนลงได้

ซึ่งความทุกข์ทางใจ หรือโทสมูลจิตนี้

อาจจะมีสาเหตุจากเรื่องทางใจ หรือเรื่องทางกายก็ได้

เช่น อกหัก ผิดหวัง เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ความล้มเหลวในชีวิต ฯลฯ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หลังจากตายไปก็ย่อมจะต้องไปเกิดในทุคติภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย

และด้วยความรุนแรงของไฟโทสะที่ครอบงำจิตใจนั้น

ทุคติภูมิที่ว่าก็คงไม่พ้นนรกอย่างแน่นอน

เพราะเป็นภพภูมิที่มีสภาพใกล้เคียงกับโทสะที่สุดนั่นเอง

ดังนั้น ผู้ที่คิดสั้นจะยุติปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายนั้น

ขอให้คิดดูให้ดี เพราะนอกจากจะต้องไปพบกับทุกข์ครั้งใหม่ในนรก

ซึ่งเป็นทุกข์ที่รุนแรงกว่าแล้ว ยังเป็นการสร้างทุกข์

สร้างปัญหาให้กับคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่

ให้ต้องรับความทุกข์ที่เขาไม่ได้ก่ออีกด้วย

กรุณาให้ความเป็นธรรมกับเขาเหล่านั้นด้วย

** ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=998769

ยังไงก็ชีวิตเราสำคัญที่สุดแล้วค่ะ

ยังงัยใครจะไม่รักเรา แต่ขอให้เรารักตัวเราเองค่ะ

กว่าจะเกิดมาได้มันยาก.. เกิดมาแล้วก็ทำแต่ความดีเถอะค่ะ

 

edit @ 19 Dec 2007 21:35:54 by Aloha NOon ka

ฮาดี คิดได้ไง... 555

posted on 13 Dec 2007 19:07 by alohanoon

เปิดเทอมวันแรก ของการเรียนมหาลัย
 

สัปดาห์แรก :
 

สัปดาห์สอง :
 

ก่อนสอบ mid-term(กลางภาค) :
 

ระหว่างสอบ mid-term(กลางภาค) :
 

หลังจากสอบ mid-term(กลางภาค) :
 

ก่อนสอบ final (ปลายภาค) :
 

เมื่อรู้ตารางสอบ final (ปลายภาค) :
 

7วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :
 

6วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


5 วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


4 วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


3 วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


2 วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


1 วันก่อนสอบ final (ปลายภาค) :
 

คืนก่อนสอบ final (ปลายภาค) :


1 ชม.ก่อนสอบ final (ปลายภาค) :
 

ระหว่างสอบ final (ปลายภาค) :
 

เดินออกจากห้องสอบ :
 

หลังจากสอบ ปลายภาค ระหว่างปิดเทอม :

 

ถ้าใครดูแล้วก็ดูอีกแล้วกันนะ ขำๆดี แต่ก็ตรงกับชีวิตของเรา

มากมาย ........ ประมาณนี้แหละ  น่ารักดีค่ะ ช่างคิด

วันเสาร์สอบ มช.แล้ว ตื่นเต้นๆ จังเลย 

 

 

มากินโยเกิร์ตกันเถอะ..

posted on 12 Dec 2007 21:57 by alohanoon

โยเกิร์ต นมเปรี้ยวที่คนไทยรู้จักในรูปแบบต่างๆ

อาจจะไม่ใช่นมเปรี้ยวที่เรากำลังจะกล่าวถึง

เพราะ โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวที่ดีจะต้องมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่

จุดประสงค์ของการรับประทานนมเปรี้ยวที่ถูกต้องคือ ก

ารรับประทานแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก(ประมาณ หมื่นล้านต้วต่อกรัม)

พื่อหวังผลต่อสุขภาพ ส่วนนมเปรี้ยวที่เราหาซื้อกันในท้องตลาดทำขึ้น

โดยมีการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย

บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตเสียด้วยซ้ำเพราะนำไปพาสเจอร์ไรซ์

(ฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูง)และนำมาบรรจุกล่อง

ที่จริงน่าจะเรียกว่าซากโยเกิร์ต

 บางชนิดก็มีการใส่น้ำตาลมากจนน่าสงสัยว่าท่านจะได้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่

บางชนิดก็มีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลืออยู่น้อยมาก


แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ต ได้แก่ แลคโตบาซิลัส เอซิโดฟิลลัส( Lactobacillus acidophillus)

แลคโตบาซิลัส บัลการิคัส ( Lactobacillus bulgaricus)

 และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส ( Streptococcus thermophillus)


โยเกิร์ตสามารถ ทำได้จากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

นมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง

ดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส

 และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส

 เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้

ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติคทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว


ดังนั้นโยเกิร์ตที่ดีควรทำจากนมชนิดต่างๆและแบคทีเรียที่ดีเท่านั้น

 ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน รสสังเคราะห์

 ส่วนผสมเหล่านี้ล้วนทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตด้อยลง

แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อรสโยเกิร์ตธรรมชาติ

 แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ

ท่านก็จะสามารถรับประทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อย


คุณประโยชน์จากโยเกิร์ต

1. โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นม

หรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย

นอกจากนนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม

 เคซีน ซี่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น

ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและ โปรตีนเคซีน

2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้

กรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกาย

เช่น เชื้อซัลโมเนลา (Salmonella typhidie) อี โคไล ( E. Coli)

โคลินแบคทีเรีย( Corynebacteria diphtheriae)

ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้

 เราควรจะรับประทานโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้

3. เป็นแหล่งวิตามิน บี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน)

 แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน บีและวิตามิน เค ในลำไส้

4. ช่วยรักษาโรค

ท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะ

จากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น

หลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต

5. ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม

ดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยทำให้การย่อยแคลเซียม

ในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น

6. เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ในโยเกิร์ตจะมีโปรตีนมากกว่าในนม 20%

และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใด้ด

7. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แลคโตบาซิลัสช่วยควบคุมปริมาณ

โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้

8. ช่วยป้องกันมะเร็ง แลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง

สามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ

แลคโตบาซิลัสช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้

(สารในเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง)

และแลคโตบาซิลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้

เรียบเรียงโดย : ทพ. จักรชัย สมพลพงษ์

.....

อ่าตอนแรกก็เคยเข้าในว่าถ้ากินโยเกิร์ตจะทำให้ท้องเสีย

แต่ที่จริงมันช่วยเรื่องระบบขับถ่ายนี่เอง ก็ดีค่ะ

ก็ว่าจะลองกินโยเกิร์ตของ แอคทิเวียดู เพราะเค้าบอกกันว่ามันมีประโยชน์

ไม่เจือปนสารอื่นๆ ใครเคยกินก็แนะนำกันดูบ้างนะคะ

ว่าจะกินตอนเช้าอ่ะค่ะไม่รู้ จะท้องเสียรึป่าว ........แต่ก็ว่าจะลองดูค่ะ

ยังไงก็ลองหันมากินโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพกันเถอะค่ะ